ทำสีรถยุโรป ต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง

Last updated: 19 ธ.ค. 2568  |  45 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ทำสีรถยุโรป ต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง

เคยรู้สึกไหมคะว่า… รถคันนี้ของคุณยังวิ่งได้ดี เครื่องยนต์แรง แต่ทุกครั้งที่จอดข้างรถคนอื่น กลับรู้สึกหมอง สีรถซีดจาง มีรอยขีดข่วน หรือสีลอกเป็นหย่อมๆ จนอาจจะดูเก่าไปกว่าอายุรถจริง ถึงจะล้างรถสะอาด ก็ยังไม่สดใสอยู่ดี


ซึ่งในความจริงแล้ว การทำสีรถยุโรปอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าที่คุณคิดก็ได้ เพราะ ไม่ได้แค่ช่วยให้รถสวยกลับมาเหมือนใหม่เท่านั้น แต่ยังเพิ่มความมั่นใจทุกครั้งที่ขับออกไป และอีกพอยท์สำคัญ ถ้าวันหนึ่งคุณคิดจะขายรถ สีที่สวยสดจะช่วยเพิ่มราคาได้ไม่น้อยเลย


แต่คำถามคือ…ทำสีรถยุโรปมันจะคุ้มไหม? แพงหรือเปล่า? แล้วต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง? ไรส์ซิ่ง ออโตโมทีฟ มีคำตอบค่ะ!


1. ทำสีทั้งคันหรือเฉพาะจุด?

ก่อนอื่นเลยต้องดูว่า เราจะทำสีใหม่ทั้งคัน หรือ แค่เฉพาะจุดที่มีรอย เช่น บังโคลนด้านขวา ฝากระโปรง หรือกันชน
ถ้าแค่รอยเล็กๆแบบเฉพาะจุด อู่ทั่วไปสามารถพ่นสีเก็บงานให้ใกล้เคียงกับสีเดิมได้โดยไม่ต้องยกทั้งคัน แต่ถ้าอยากให้รถดูใหม่หมดจด หรือต้องการเปลี่ยนสีใหม่เลยทั้งคัน ก็เลือกทำสีแบบ Full Body ไปเลยได้ค่ะ

 

2. เลือกสีอะไรดี?

หากคุณอยากเปลี่ยนสีไปเลย ควรรู้ไว้ว่า การเปลี่ยนสีทั้งคันต้องแจ้งกรมการขนส่งทางบกภายใน 7 วัน เพื่อแก้ไขข้อมูลในเล่มทะเบียนให้ถูกต้อง (ไม่อย่างนั้นจะโดนเสียค่าปรับได้ค่ะ)
สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจจะเลือกสีอะไรดี ลองพิจารณาจาก :

  • สีเดิมจากโรงงาน (เน้นความเดิม เพิ่มมูลค่าขายต่อ)
  • สีแบบพิเศษ เช่น สีมุก สีเมทัลลิค
  • สีที่ดูแลง่าย เช่น สีเงิน เทา ขาว (รอยขีดข่วนไม่ชัดมาก)
  • สีที่โดดเด่น เช่น แดง เหลือง เขียว (อาจต้องดูแลบ่อยขึ้น)


สุดท้ายแล้ว สีที่ดีที่สุดคือสีที่เหมาะกับสไตล์และชีวิตประจำวันของเรา เพราะค่าใช้จ่ายในการทำสีรถไม่ได้ถูก เลือกแล้วต้องอยู่กับมันไปอีกนาน เลือกให้ถูกใจและไม่เบื่อง่ายจะดีกว่าค่ะ แต่ถ้าใครมีงบเหลือเฟือ จะเลือกตามใจไปเลยก็ไม่ผิดอะไร รถของเรา ความสุขของเราล้วนๆค่ะ


3. สีเดิมไม่เหมือนใหม่? เป็นเพราะอะไร?

รถที่ออกจากโรงงานจะผ่านกระบวนการพ่นสีแบบ Baking ในระบบปิด ซึ่งควบคุมความชื้นและอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำทุกขั้นตอน สีจึงเรียบเนียนระดับไมโคร แต่อย่างไรก็ตาม
เทคโนโลยีในอู่ซ่อมสีที่ได้มาตรฐานในปัจจุบัน ก็สามารถทำสีให้ใกล้เคียงกับโรงงานได้มากเช่นกัน อย่างอู่ของไรส์ซิ่ง ออโตโมทีฟ เรามีเครื่อง Spectrophotometer ที่ช่วยในการผสมสีให้ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด อีกทั้งห้องอบสี ระบบดูดฝุ่นที่ดี สีคุณภาพสูง และทีมช่างที่มีประสบการณ์ ก็สามารถทำให้รถคุณกลับมาดูใหม่ได้แทบไม่ต่างจากตอนออกโชว์รูมเลยค่ะ


4. ใช้เวลานานไหม?

การทำสีรถยุโรปใช้เวลาแตกต่างกันตามลักษณะงาน

  • ทำสีรถเฉพาะจุด

    แล้วแต่จำนวนชิ้น และความยากง่าย โดยประมาณจะ หากทำสีประมาณ 3 ชิ้น ใช้เวลา 3-5 วันค่ะ
  • ทำสีรถทั้งคัน

    ใช้เวลาประมาณ 10–14 วัน (หรือนานกว่านั้น หากต้องมีการโป๊ว แก้สนิม หรือขัดสีหลายรอบ)

โดยการทำสีรถยุโรปนั้นจำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ช่างอย่างสูง โดยเรารวบรวมช่างซ่อมรถยุโรปโดยเฉพาะ รวมไปถึง Supplier อะไหล่รถยุโรปโดยเฉพาะ ทำให้เราสามารถซ่อมได้อย่างรวดเร็ว และมาตรฐาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น งานซ่อมรถยุโรปยังคงต้องใช้เวลามากกว่ารถยี่ปุ่นทั่วไปอยู่ดี เพราะต้องอาศัยความปราณีตสูง


5. ราคาทำสีรถยุโรป

เป็นคำถามที่มาเป็นอันดับหนึ่งในใจหลายคน ในเรื่องของราคาจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • จำนวนชิ้นที่ทำ (ทั้งคันหรือบางจุด)
  • ประเภทของสี (สีเมทัลลิก / สีมุก / สีด้าน ฯลฯ)
  • ยี่ห้อสีที่เลือกใช้
  • รุ่นของรถ (รถยุโรปหรือรถหรูอาจราคาสูงกว่า)
  • พื้นสีเดิมมีการเสื่อมสภาพมาหรือไม่ เช่น สีพอง สีแตกลายงา
  • ชิ้นงานมีการผุหรือไม่

โดยทั่วไปราคาของเราจะเริ่มต้นที่

  • ทำสีรถบางจุด : 3,000 – 5,000 บาท/ชิ้น
  • ทำสีรถทั้งคัน : 35,000 – 85,000 บาท ขึ้นอยู่กับเกรดสีและคุณภาพงาน

*อย่างไรก็ตามต้องให้ช่างที่มีประสบการณ์ประเมินหน้างานอีกครั้งนะคะ*


6. ทำสีรถยุโรปแล้ว ดูแลอย่างไร?

  • หลังทำสีรถยุโรป อย่าลืมดูแลอย่างถูกวิธี
  • ใช้น้ำยาล้างรถที่อ่อนโยน ไม่กัดผิวสี
  • ลงแว็กซ์หรือเคลือบแก้วเพื่อเพิ่มชั้นปกป้องสีใหม่

การดูแลดี ๆ แบบนี้จะช่วยให้สีใหม่อยู่ทน เงานาน ไม่หมองง่ายค่ะ

 

7. เลือกร้านทำสีอย่างไรดี?

การทำสีรถไม่ใช่แค่เรื่องของ “สีที่ใช้” อย่างเดียวนะคะ แต่ คนที่พ่นสี และ เครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการ ก็มีผลอย่างมากกับคุณภาพของงาน

  • ช่างฝีมือดี = งานเนียน ไม่ต้องแก้งานทีหลัง
    เพราะการพ่นสีให้เรียบเสมอกัน ไม่มีรอยด่าง ไม่มีผิวส้ม หรือขอบขรุขระ ต้องอาศัยประสบการณ์ ความแม่นยำ และความใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การขัดพื้นผิวเดิม การพ่นไพรเมอร์ ไล่สีให้กลืน ไปจนถึงการขัดเงาหลังพ่นสีเสร็จ
  • ห้องอบสีและเครื่องมือมาตรฐาน = สีติดทน ไม่ลอกง่าย
    หากไม่มีห้องอบที่ควบคุมอุณหภูมิและฝุ่นละออง สีอาจไม่แห้งสนิท เกิดฝุ่นปะปน หรือสีไม่เรียบเนียนอย่างที่ควรเป็น ยิ่งถ้าใช้สีคุณภาพสูงแต่ไม่มีระบบอบที่ดี ก็อาจเสียของไปเปล่าๆ ได้ค่ะ
  • ยี่ห้อของสีที่ใช้ = สีเงา คงทนยาวนาน
    เลือกร้านที่ใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง แต่คุณภาพที่สูงขึ้น ย่อมตามมาด้วยราคาที่สูงขึ้น โดยอู่ไรส์ซิ่งของเราเป็นอู่ที่ได้รับการรับรองจาก Nippon Paint โดยท่านสามารถนำรถเข้าเคลมประกันได้เลย ไม่ต้องมีส่วนต่าง (ไม่รวมค่า Excess, แผลเก่า) แต่หากต้องการผลิตภัณฑ์ที่ high end มากขึ้น สามารถจ่ายส่วนต่างเพื่อเพิ่มเป็นสีของนกแก้ว (Glasurit ได้)

ดังนั้น เวลาจะเลือกร้านทำสี แนะนำให้ดูว่า

  • มีช่างที่มีประสบการณ์จริงไหม?
  • ใช้ห้องอบสีระบบปิดหรือไม่?
  • มีตัวอย่างผลงานให้ดูย้อนหลังหรือเปล่า?
  • มีการรับประกันผลงาน และอธิบายขั้นตอนอย่างชัดเจนหรือไม่?


อย่าเลือกจากราคาถูกอย่างเดียวเพราะถ้างานออกมาไม่เนียน ต้องกลับมาแก้ทีหลัง ก็อาจเสียทั้งเงินและเวลาไปมากกว่าที่เราประเมินไว้ค่ะ


สรุป: ทำสีรถยุโรป ถ้าเตรียมพร้อมก็ไม่ยุ่งยาก


หากคุณกำลังมองหาร้านทำสีรถที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ใช้ช่างที่มีประสบการณ์ และรับทำทั้งรถทั่วไป รถยุโรป และรถ EV
Rising Automotive มีบริการซ่อมสีรถด้วยห้องอบมาตรฐาน พ่นสีด้วยสีคุณภาพสูง พร้อมรับประกันงานซ่อมและความพอใจ


สาขาบริการ

  • สาขากำนันแม้น อยู่ในซอยโฮมโปร กัลปพฤกษ์ เข้ามาประมาณ 1 กม. (ตรงข้ามซอยศาลธนบุรี 29)
  • สาขาพุทธบูชา 36 อยู่ในซอย พุทธบูชา 36 แยก 1 บริเวณอู่รถเมล์สาย75 ซอยข้าง 7-11 หมู่บ้านสรัญธร
  • สาขาบางแค อยู่ติดถนนใหญ่บางแค ตรงข้ามระหว่างซอยบางแค 16 และ 14 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ *รับซ่อมรถยุโรปโดยเฉพาะ*

หรือจะโทรสอบถามได้เลยที่ 095-535-9797 (คุณภูมิ)

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้